ในค่ำคืนที่สติสัมปชัญญะถูกลดทอนลงด้วยรสชาติหวานขมของหยาดน้ำเมา สายตาที่มองสบกันกลับไม่ได้มืดบอดลงตรงกันข้าม มันกลับแจ่มชัดและเต็มไปด้วยความโหยหาที่ปิดไม่มิด คำว่า "เมามาย" ในนาทีนี้ไม่ได้หมายถึงความไร้สติจนทรงตัวไม่อยู่ แต่คือการปล่อยให้หัวใจและสัญชาตญาณนำทางร่างกายไปสู่จุดที่ความเหนียมอายทั้งมวลถูกละทิ้งไว้เบื้องหลัง วินาทีที่ริมฝีปากร้อนผ่าวบดเบียดเข้าหากันอย่างสะเปะสะปะทว่าหนักแน่น มันช่างเป็นรสสัมผัสที่ซาบซ่านและปนเปไปด้วยความดิบด่วนที่แสนหวาน
ลมหายใจที่หอบพร่าปนกลิ่นอายจางๆ ของความมึนเมาสอดประสานกันในจังหวะที่กระชั้นถี่ขึ้น เมื่อผิวกายสัมผัสผิวกาย ความร้อนระอุที่แผ่ออกมาเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดระเบิดความปรารถนาให้ลุกโชน ทุกฝ่ามือที่ลากไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าอย่างไม่เป็นจังหวะนักกลับสร้างความสยิวซ่านจนใจสั่นสะท้าน ยิ่งร่างกายสอดประสานและบดเบียดเข้าหากันอย่างลึกซึ้งเท่าไหร่ โลกทั้งใบก็เหมือนจะหมุนคว้างและหลอมละลายลงไปในพายุแห่งอารมณ์ที่รุนแรง มันคือวินาทีที่ความละเมียดละไมถูกความเร่าร้อนเข้าจู่โจม เป็นศิลปะแห่งสัมผัสที่ปลดปล่อยใจให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง
ในวินาทีที่ห้วงอารมณ์พุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดท่ามกลางแรงเหวี่ยงของความรู้สึกที่ถาโถม ความมึนเมาทั้งหมดพลันถูกแทนที่ด้วยความอิ่มเอมใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รอยประทับที่ฝากไว้ในทุกอณูเนื้อและความร้อนผ่าวที่ยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศคือหลักฐานของค่ำคืนที่ไร้กฎเกณฑ์ เป็นนาทีที่เรารับรู้ได้ว่า... อาการเมาที่ทรมานที่สุด ไม่ใช่อาการเมาเหล้า แต่คือการเมามายในอ้อมกอดของคนตรงหน้าที่ทำให้หัวใจดิ่งลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น
เมื่อพายุแห่งความสิเน่หาค่อยๆ มอดดับลง เหลือเพียงไออุ่นที่โอบล้อมกายและเสียงหัวใจที่เต้นรัวแผ่วลงภายใต้ความเงียบสงบ เราต่างนอนนิ่งๆ ซบหน้าลงกับอกของกันและกันปล่อยให้ความเพลียและฤทธิ์น้ำเมาพาร่างกายเข้าสู่ห้วงนิทรา ความรู้สึกที่งดงามที่สุดคือการได้รู้ว่า... แม้ความทรงจำในคืนนี้อาจจะพร่าเลือนไปบ้างเมื่อแสงตะวันของวันใหม่มาเยือน แต่รอยสัมผัสที่สลักลึกลงไปในหัวใจและความอบอุ่นในอ้อมกอดนี้ จะไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลาอย่างแน่นอน